คนไทยไม่ไร้สิทธิ์
นายดี อักขระ เป็นคนน่านบ้านนากึ๋น ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอบ่อเกลือ อายุ 80 ปี มีพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน 4 คน พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้วรวมถึงพี่น้องอีก 2 คน คงเหลือนายดี อักขระกับนางปิม อักขระ พี่สาวคนโตที่ยังมีชีวิตอยู่ นายดี อักขระเป็นผู้ตกหล่นไม่มีรายชื่อในทะเบียนบ้าน อาศัยอยู่กับพี่สาวใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากมาตลอด 80 ปี นอกจากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ด้วยเข้าสู่วัยชราทำให้ไม่มีอาชีพ ไม่มีใครจ้างงาน ทั้งยังเจ็บป่วยด้วยโรคตับ ไต และตาพร่ามัวเกือบมองไม่เห็นโดยเฉพาะตาข้างขวาเสียค่าใช้จ่ายรักษาตัวที่โรงพยาบาลบ่อเกลือ ล่าสุดเมื่อตุลาคม 67 จำนวนเงินถึง 8,000 บาท

ศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่านและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
(กอ.รมน.นน)คณะทำงานพลเมืองอาสาประชารัฐอำเภอบ่อเกลือได้สำรวจกลุ่มเปราะบางในอำเภอบ่อเกลือ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566
ตามโครงการขยายบทบาทภาคประชาสังคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มประชากรเฉพาะ จึงพบเจอกับนายดี อักขระ อีกครั้ง ในสภาพหลังค่อม งุ้มงอ จนดูตัวเล็กบางกว่าคนปกติมาก นายดี เล่าว่า ช่วงวัยรุ่นได้ไปทำงานรับจ้างที่บ้านป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน เป็นช่วงเดียวกับที่ทางอำเภอมาสำรวจ ด้วยอายุยังไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ นายจ้างเลยไม่อนุญาตให้ไปทำบัตรประจำตัวประชาชน ญาติก็ติดต่อไม่ได้ ทำให้เป็นคนตกสำรวจตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และเป็น 1 ใน 42 คน ในอำเภอบ่อเกลือที่ตกสำรวจ เพราะความห่างไกลจากข้อมูลข่าวสาร การคมนาคมไม่สะดวก อ่านหนังสือไม่ออก ไม่มีโทรศัพท์ การสื่อสารเป็นไปด้วยความยากลำบาก และอยู่นอกพื้นที่จึงตกอยู่ในสภาพคนไร้สัญชาติมาอย่างยาวนาน นายดีและผู้นำชุมชนยืนยันว่าเป็นคนไทยจริงๆ
ต่อมาได้มีการสำรวจติดตามความก้าวหน้าเรื่องคนไทยไร้สัญชาติครั้งที่ 3 ในอำเภอบ่อเกลือ โดยเฉพาะกรณีของนายดี อักขระ ยังมีความหวังในการพิสูจน์ความเป็นคนไทย ด้วยมีพี่สาวที่มีบัตรประชาชน สามารถเป็นพยานตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อยืนยันความเกี่ยวพันทางเครือญาติ ข่าวดีนี้ไม่เพียงแต่เจ้าตัวและญาติเท่านั้น ทีมพี่เลี้ยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่างเฮลั่นกลางเวทีประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568
ณ ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน นอกจากจะเป็นครอบครัวแรกที่จะนำไปสู่การจัดตั้งโหนดดีเอ็นเอ ในโรงพยาบาลน่านแล้ว ทั้งตัวนายดี อักขระ และพี่สาวต่างอยู่วัยชราตอนปลายจึงเป็นตัวเร่งให้ศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่านและภาคีเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความหวังอีกหลายครอบครัว


31 มีนาคม 2568 คณะทำงานศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.นน)
มูลนิธิสถาบันพัฒนาที่อยู่อาศัย องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผู้นำชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือและทีมสาธารณสุขอำเภอบ่อเกลือ
ได้นำนายดี อักขระ และพี่สาวไปดำเนินการขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียน (ทร.14) พร้อมกับครอบครัวอื่นๆ ในพื้นที่ ณ กลุ่มงานทะเบียนและบัตรที่ทำการปกครองอำเภอบ่อเกลือ ใช้เวลาเกือบทั้งวันตั้งแต่การสอบปากคำพยาน บุคคล ตามระเบียนกฎหมายกำหนดไว้ว่า บุคคลอ้างว่ามีสัญชาติไทยขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14) โดยไม่มีเอกสารหลักฐานมาแสดง ให้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอบ่อเกลือนายทะเบียนท้องถิ่น ท้องที่ที่ผู้ขอเพิ่มชื่อมีภูมิลำเนาอยู่ในปัจจุบันโดยให้นายทะเบียนสอบสวนเข้าบ้าน

กรณีของนายดี อักขระ อ้างว่าเป็นลูกของผู้มีสัญชาติไทย แต่พ่อ-แม่เสียชีวิตไปแล้ว และไม่มีเอกสารหลักฐานการเกิดมาแสดง มีเพียงพยานบุคคลคือพี่สาวจึงต้องตรวจสารพันธุกรรม (DNA) กับนางปิม อักขระ เพื่อใช้ผลการตรวจสารพันธุกรรมเป็นหลักฐาน ขั้นตอนสอบปากคำดังกล่าว ได้สร้างความหวังให้กับนายดี อักขระ เป็นอย่างมาก แต่ด้วยพี่สาวอายุมาก ไม่ค่อยได้เจอกับเจ้าหน้าที่ราชการในสถานที่ราชการมาก่อนทำให้นางปิม อักขระ มีความหวาดกลัวจนตัวสั่น กว่าจะสอบพยานบุคคลได้ใช้เวลาครึ่งวันและบอกว่าจะไม่เดินทางออกจากบ้านอีก ทำให้ทีมงานรีบหารือและวางแผนกันอย่างเคร่งครียด

และแล้วการรอคอยก็มาถึง วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 หลังจากทีมงานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ช่วยฝึกกระบวนการขั้นตอนการจัดเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรมดีเอ็นเอให้กับกลุ่มงานเทคนิคการแพทย์โรงพยาบาลน่านพร้อมส่งมอบ วัสดุอุปกรณ์ ในการเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรมดีเอ็นเอของภาคีเครือข่ายคนไทยไร้สิทธิ และจัดเก็บดีเอ็นเอบุคคลอ้างอิง 1 ครอบครัวผู้ตกสำรวจอำเภอบ่อเกลือจำนวน 3 ราย แล้วจึงเดินทางลงไปพื้นที่บ้านของนางปิม อักขระ พี่สาวของนายดี อักขระในช่วงบ่ายของวัน


สองพี่น้องมีสีหน้าสดใสกว่าวันที่ไปที่ว่าการอำเภอบ่อเกลืออย่างเห็นได้ชัด นั่งรอทีมพวกเราอยู่ใต้ถุนบ้านไม้เก่าตั้งอยู่บนเชิงเขา ทางขึ้นบ้านแคบ ชัน ชื้นและค่อนข้างลื่น ต้องไต่ขึ้นไปอย่างระมัดระวัง สำหรับทีมงานบางคนขออนุญาตรออยู่ด้านล่างไม่กล้าเสี่ยงขึ้นไปปฏิบัติงานในบ้านของนางปิม อักขระ
ทางศูนย์ประสานงานประชาคมจังหวัดน่าน สำนักงานกิจการพิเศษ กลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลน่านและผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอบ่อเกลือ ได้แนะนำให้ทางทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และภาคีเครือข่ายคนไทยไร้สิทธิ์ ได้รู้จักสองพี่น้อง ส่วนทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ก็ได้อธิบายถึงความเป็นมาและขั้นตอนของการจัดเก็บดีเอ็นเอ ของสองพี่น้อง และแนะนำผู้นำชุมชนช่วยติดตามและสื่อสารระหว่างนายดี นางปิม อักขระ กับทางโรงพยาบาลน่านที่เป็นโหนดดีเอ็นเอ และที่ทำการปกครองอำเภอบ่อเกลือจนกว่าจะได้บัตรประจำตัวประชาชน ถือเป็นสิ้นสุดของเวลาแห่งการรอคอยมายาวนานถึง 80 ปี ที่นายดี อักขระ จะได้สิทธิ์การเป็นคนไทยอย่างถูกต้องและสร้างแรงบันดาลใจให้อีกหลายครอบครัวที่ตกสำรวจ ให้มีความหวัง ไม่ยอมท้อต่อโชคชะตา เพราะหากกลุ่มผู้ตกสำรวจยังสู้ ย่อมมีคนที่พร้อมจะช่วยเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า... เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง...ที่สำคัญคือ ถ้าคุณคือคนไทย คนไทยต้องได้สิทธิ์




วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตรและองค์การบริหารส่วนตำบล ลำประดา ได้เดินทางไปหา คุณลุง มนตรี ประโยชน์ดี ณ บ้านเลขที่ 4 ม.8 ต.ลำประดา คุณลุงมนตรี ในวัย 64 ปี อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์ของน้องสาวหรือ นางสังวาล บุญส่ง แต่ให้ตนอาศัยอยู่ บ้านมีลักษณะเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุน แบบโบราณ วัสดุส่วนใหญ่ทำจาก ไม้และสังกะสี แต่ตัวของคุณลุงมนตรี อาศัยอยู่ใต้ถุนของบ้านเนื่องจาก มี ความพิการ เป็นอัมพาตครึ่งล่าง และมีโรคประจําตัว เช่น โรคไขมันและโรคลมชัก โดยคุณลุงมตรีอาศัย ให้ชาวบ้านไปรับยาให้ที่โรงพยาบาลอำเภอให้ 3 เดือนครั้ง รายได้หลักส่วนใหญ่ของคุณลุงมนตรีมาจาก สวัสดิการเบี้ยผู้พิการ เป็นเงิน 800 บาท สวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุ 600 บาท ต่อเดือน ทำให้คุณลุงมนตรีมีรายได้ เลี้ยงชีพเพียง 1,400 บาท ต่อเดือน โดยในบริเวณบ้านของคุณลุงมนตรี ห่างไปเพียง 1 เมตร
ทางขวามือจะพบบ้านของลูกสาว นางสาว อรพินทร์ ประโยชน์ดี หรือ พี่แหม่ม วัย 38 ปี มีลักษณะบ้าน เป็นน็อคดาวสําเร็จรูปขนาดไม่ใหญ่มาก เพียงพอสำหรับอาศัยอยู่คนเดียว ปัจจุบัน ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป หากวันใดไม่มีใคร จ้างก็อยู่บ้าน แต่พี่แหม่ม มีความพิการ ทางสมอง ทําให้ต้องใช้เวลาทําความ เข้าใจพอสมควรเวลาสนทนา แต่พี่แหม่ม เป็นคนร่าเริง และเป็นผู้ดูแล คุณลุงมนตรี

โดยรายได้หลักของพี่แหม่ม นั้น ได้รายได้มาจาก สวัสดิการเบี้ยผู้พิการ เป็นเงิน 800 บาท สวัสดิการคนจน 200 บาท และรายได้จากการรับจากทั่วไป ถัดไป จะเป็นบ้านของ คุณลุงสำราญ ประโยชน์ดี วัย 59 ปี เป็นน้อง ของ คุณลุงมนตรี มีลักษณะตัวบ้านเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีห้องนํ้าในตัวได้รับการอนุเคราะห์จากสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน งบประมาณปี 2566 ในการสร้างบ้านให้คุณลุงสำราญ คุณลุงสำราญมีรายได้หลัก จาก สวัสดิการ เบี้ยผู้พิการ เป็นเงิน 800 บาท ปัจจุบันคุณลุงสำราญเป็น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทําให้ไม่ได้ทํางาน ต้องอยู่กับ บ้าน และมีโรคประจําตัวเป็นโรค ความดัน โดยรักษาที่อนามัยแถวบ้าน โดยบ้านทั้ง 3 หลังนี้ อาศัยอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียงกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว พบว่าเป็นผู้พิการทั้งหมดและไม่ได้ประกอบอาชีพ อยู่ได้ด้วยกับเงินสวัสดิการ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบถามความต้องการของทุกคนว่า มีความต้องการที่จะให้หน่วยงานช่วยเหลือในเร่ืองใดบ้าง คุณลุงมนตรี “มีความต้องการในเรื่องของ ข้าวสารอาหารแห้ง ปัจจัยในการดํารงชีวิต” คุณลุงสำราญ “มีความต้องการในเรื่อวของปัจจัยการดำรงชีวิต เนื่องจากตนไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตนเองได้ เนื่องด้วยความ พิการ” พี่แหม่ม “มีความต้องการในเรื่องของงาน เพื่อหาเลี้ยงตนเอง โดยมีความสามารถ ในเรื่องของ การทําความสะอาด”
ถอดบทเรียนจากเรื่อง คุณลุงมนตรี
ครอบครัวของคุณลุงมนตรี มีสมาชิก 3 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้พิการ มีโรคประจำตัว และไม่สามารถประกอบ อาชีพได้ พึ่งพารายได้จากสวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดียว เช่น เบี้ยผู้พิการและเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงพอ กับค่าครองชีพและบ้านพักอาศัยบางส่วนไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ (เช่น การอาศัยอยู่ใต้ถุนบ้าน ไม่มีความปลอดภัยหรือความสะดวก) โดยมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร และ อบต.ลําประดา มีบทบาทสำคัญ ในการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลจริง สร้าง “ภาพรวม” และ “ความเข้าใจร่วม” ต่อปัญหาในระดับครัวเรือน และประสานไปยังหน่วยงานภาครัฐช่วยเปิดช่องทางในการเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือที่เหมาะสม
Powered by Froala Editor