วิกฤตชีวิตแรงงานรายวัน

อำเภอพิมาย ช่วงปี ๒๕๖๗ – ๒๕๖๘ เหตุที่หยิบยกมาเป็นเรื่องเล่าเพราะเรื่องราวได้รับการกล่าวขานแล้วน่าสนใจ จากกลุ่มคนทำงานภาคประชาสังคมอำเภอพิมาย
อำเภอพิมาย มีพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมก่อนประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องต่อกันมา มีปราสาทหินพิมายแหล่งโบราณสถานเก่าแก่อายุนับพันปี มีเรื่องราวแหล่งโบราณสถานโบราณวัตถุและโบราณคดีซึ่งเก็บรวบรวมไว้จำนวนมากที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอำเภอพิมาย และอื่นๆ จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมกันสม่ำเสมอ ยังเป็น ๑ จาก ๓๒ อำเภอของจังหวัดนครราชสีมาที่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 60 กิโลเมตร มีพื้นที่ ๙๖๖,๘๓๔ ตารางกิโลเมตร ลักษณะพื้นที่มีสองแบบคือที่ราบลุ่มเหมาะกับการทำนาข้าว กับที่ลอนคลื่นเหมาะกับการทำพืชไร่ มีลำน้ำไหลผ่าน ๕ สาย มี ๑๒ ตำบล ๒๑๓ หมู่บ้าน มีประชากร ๑๑๘,๙๙๒ คน แยกเป็นชาย ๕๘,๓๘๐ คน หญิง ๖๐,๖๑๒ คน(ข้อมูลปี ๒๕๖๗)
ภาคประชาสังคมอำเภอพิมาย เกิดขึ้นในช่วงการรณรงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี ๒๕๔๐ ทำให้มีการรวมตัวของกลุ่มคนตั้งชื่อว่า“กลุ่มภูมิปัญญาคนพิมาย”แล้วนำเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญมาเผยแพร่ให้กับชาวบ้าน จนได้เริ่มกิจกรรมการตรวจสอบการเลือกตั้ง ได้จัดทำโครงการพัฒนาทุนชุมชนด้านต่างๆเพื่อขอรับงบจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม(SIF) ได้จัดทำโครงการยกระดับทุนชุมชนด้านต่างๆเพื่อขอรับงบจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ได้จัดตั้งจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชมชนภูมิปัญญาคนพิมาย FM 101.75 MHZ มีศูนย์ยุติธรรมชุมชนอำเภอพิมาย เป็นพื้นที่วิจัยชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ เป็นพื้นที่จัดทำแผนพลังงานยั่งยืน มีสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลพิมาย มีกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพิมาย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนคนเก่าไปคนใหม่ก็เข้ามาทดแทน แล้วชื่อกลุ่มภูมิปัญญาคนพิมายก็จางหาย เกิดเครือข่ายองค์กรงดเหล้าอำเภอพิมาย เกิดศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนอำเภอพิมาย เกิดศูนย์ประสานงานภาคีการพัฒนาอำเภอพิมาย และเกิดเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคอำเภอพิมาย เข้ามาแทนที่ในปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่าภาคประชาสังคมอำเภอพิมายเป็นการรวมตัวของคนที่หลากหลายมีขึ้นมีลง มีทั้งวิกฤตและโอกาสและเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนไปทั้งคนเก่าและคนใหม่แต่ยังคงมีความต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ (ปี ๒๕๖๗) จากบริบทของพื้นที่ดังกล่าว เรื่องราววิกฤตชีวิตแรงงานรายวันนี้ จึงได้มาจากประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นทีมงาน นำปัญหาสั้นๆของชาวบ้านหลายกรณีมาเล่าให้ฟังในที่ประชุม ที่มีหนึ่งในนั้นกล่าวว่า “จากการได้เข้าไปเยี่ยมลูกบ้านคนหนึ่ง แล้วเห็นลูกชายนอนป่วยไม่ได้สติ ทราบว่ามีเพื่อนแรงงานพามาส่งกลางดึก นอนป่วยมาหลายวันแล้วยังไม่มีใครเข้ามาช่วย” นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำงานที่ต้องรีบให้ความช่วยเหลือไปพร้อมๆกับเรื่องราวที่ต้องค้นหา ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ด้านหน้าทางเข้าโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย มีถนนชื่อเดียวกับโรงเรียนทอดขวางอยู่ เมื่อมองจากด้านหน้าของโรงเรียนจะเห็นซอยสุริยาทอดยาวตรงออกไปตัดกับถนนพิบูลย์รัตน์ที่เชื่อมต่อกับ
ถนนหน้าวัดสระเพลงซึ่งคู่ขนานกับถนนสุริยาอุทัย
จากปากซอยสุริยาหากเดินเข้าไปในซอยราว ๒๐ เมตร มองมาทางด้านขวามือจะเห็นตรอกแคบๆ เดินตรงเข้าไปจนสุดหลังบ้านของอาคารที่อยู่ติดถนนก็จะพบกับบ้านเลขที่ ๑๐๑/๑ หมู่ ๓ ตำบล
ในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา รหัสไปรษณีย์ ๓๐๑๑๐
บ้านหลังกระทัดลัดนี้เป็นของนางเฉลียว ภู่คร้าม อายุ ๖๗ ปีมีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้าอยู่ที่บ้านของตัวเอง มีรายได้ไม่ถึงเดือนละ๒,๐๐๐ บาท สามีคนปัจจุบันชื่อนายวิเชียร คู่พิมาย อายุ ๖๓ ปี ไม่ได้ทำงานนานหลายปีแล้วเพราะมือข้างขวามีสภาพอ่อนแรง นางเฉลียว มีลูก๒คน ลูกสาวคนโตชื่อนางสาวฉันทนา ภู่คร้าม อายุ ๔๖ ปี มีครอบครัวมีลูกสองคนจึงแยกบ้านออกไปนาน ๗ ปีแล้ว และทำงานเป็นแม่บ้านในอาคารที่พักอาศัยที่จังหวัดสมุทรปราการ มีลูกชายคนเล็กชื่อนายประการ ภู่คร้าม อายุ ๔๓ ปี
ในวันแรกที่ทีมงานเข้าไปเยี่ยม นางเฉลียวได้เล่าให้ฟังว่า นายประการ ลูกชายได้ออกไปหางานทำตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ว่าออกไปหางานทำที่ กรุงเทพมหานคร ในช่วงนั้นไม่รู้ว่าทำงานอะไรบ้าง แล้วนานๆครั้งจึงกลับเข้ามาบ้านที่ อำเภอพิมาย ที่จำได้ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นลูกจ้างร้านรับทำและติดตั้งหลังคาอาคารทั่วไปทำอยู่นานราว ๕ ปี หลังจากนั้นก็เกิดอาการไม่สบายอย่างมาก ทางร้านจึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากทางร้านได้ทำประกันสังคมแจ้งสิทธิ์ไว้กับโรงพยาบาลแห่งนี้ หมอได้ทำการตรวจรักษาอาการแล้วจึงสั่งไม่ให้นายประการ ทำงานดังกล่าวอีกต่อไป
จากคำสั่งของหมอทำให้นายประการ เมื่อได้รับยาจากโรงพยาบาลแล้วก็ต้องเดินทางกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านอำเภอพิมาย รักษาตัวอยู่ที่บ้านนานประมาณ ๕ เดือน ในระหว่างนี้เมื่อยารักษาอาการหมดก็ได้ไปรับยากับทางโรงพยาบาล ป.แพทย์ ที่จังหวัดนครราชสีมา เพราะนายจ้างได้ทำเรื่องย้ายสิทธิ์การรักษาจากโรงพยาบาลสำโรงการแพทย์จังหวัดสมุทรปราการมาอยู่ที่โรงพยาบาล ป.แพทย์ จังหวัดนครราชสีมา
ต่อมาเมื่อนายประการรู้สึกว่าตัวเองมีอาการดีขึ้นมาก ก็เป็นจังหวะพอดีกับที่ได้รับการติดต่อจากเพื่อนร่วมงานว่าที่นี่ต้องการคนงานมีตำแหน่งคนขับรถส่งของว่าง นายประการจึงกลับไปทำงานที่สมุทรปราการอีกครั้ง เป็นพนักงานขับรถส่งของ ทำงานอยู่ได้นานประมาณ ๓ เดือน ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ยารักษาอาการป่วยหมดพอดี ทำให้นายประการขาดช่วงการกินยาติดต่อกันนานถึง ๒ เดือน จากนั้นเมื่อมีโอกาสนายประการก็ได้เดินทางกลับมารับยาที่บ้านอำเภอพิมายแล้วก็กลับไปทำงานต่อ
แต่นายประการอยู่ทำงานได้เพียงสามวันก็กลับเกิดอาการป่วยแบบเดิมเหมือนครั้งแรกขึ้นอีกครั้งภายในห้องเช่าของตัวเอง ทราบเรื่องได้จากการที่เพื่อนๆไม่เห็นว่านายประการไปทำงานในวันที่สี่เลยมาตามหาที่ห้องเช่าซึ่งพักอยู่คนเดียว จนพบว่านอนป่วยอยู่ภายในห้องไม่สามารถขยับตัวได้ เพื่อนจึงใช้โทรศัพท์ติดต่อมาตามเบอร์ที่อยู่กับนายประการ ทำให้รู้ว่าเป็นนางเฉลียวแม่ของนายประการเป็นผู้รับสาย เพื่อนที่ทำงานแจ้งว่าจะนำตัวนายประการมาส่งที่บ้านนางเฉลียวก็ตอบรับ จึงถามหาเส้นทางที่จะไปถึงบ้าน จากนั้นก็นำนายประการมาส่งถึงบ้านส่วย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงกลางดึกเวลาประมาณตีสอง ซึ่งนางเฉลียวจำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ แล้ว
ในช่วงใกล้จะสว่างนั้นนางเฉลียวกับเพื่อนบ้านก็ได้เรียกรถฉุกเฉินนำนายประการไปส่งรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลพิมายในลักษณะผู้ป่วยฉุกเฉิน หมอได้ตรวจวินิจฉัยแล้วบอกว่านายประการเป็นโรคเอดส์ โรคปอดและวัณโรค ให้อยู่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพิมายได้สองคืน ก็ถูกนำส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาราชในจังหวัดนครราชสีมาในลักษณะผู้ป่วยฉุกเฉินเช่นกัน ไปวันแรกหมอตรวจวินิจฉัยแล้วบอกว่าเป็นโรคเอดส์ โรคปอดและวัณโรคเช่นกัน อยู่พักรักษาตัวต่อเนื่องจนถึงวันที่สี่ มีหมอเข้ามาถามว่าจะให้ใส่สายยางทางจมูกกับลูกชายหรือไม่? แต่แม่เฉลียวไม่ยินยอมให้ทำ หมอจึงให้เซ็นชื่อว่าไม่ยอมให้ใส่สายยางทางจมูก หลังจากนั้นวันที่ห้ารุ่งขึ้นหมอก็บอกว่าให้กลับบ้านได้ แม่จึงได้พานายประการกลับมาอยู่บ้าน ก็นอนอยู่ที่บ้านนี้มาได้หลายวันแล้วมีบางครั้งได้นำลูกชายไปหาหมอและรับยาที่โรงพยาบาล ป แพทย์ จนกระทั่งถึงวันที่เครือข่ายภาคประชาสังคมอำเภอพิมายเดินทางเข้ามาเยี่ยม
เมื่อทางทีมงาน ได้มาพบเห็นแล้วก็สันนิษฐานไว้เป็นเบื้องต้นว่า นายประการมีลักษณะอาการแบบผู้ป่วยติดเตียงต้องใส่กางเกงซับกันเปื้อน เสมือนคนพิการหรือคนทุพลภาพ แต่ในช่วงเวลานั้นนายประการยังไม่ได้รับสิทธิ์ใดๆ
หลังจากที่เครือข่ายภาคประชาสังคมอำเภอพิมายเข้ามาเยี่ยมนายประการแล้ว ก็ได้ปรึกษาหารือร่วมกันว่าควรติดต่อประสานงานขอความร่วมมือและความช่วยเหลือไปยังสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมาเพื่อขอสิทธิ์ด้านการประกันสังคม โรงพยาบาลพิมายเพื่อขอรับการรักษาแบบต่อเนื่องและขอสิทธิ์เป็นคนพิการหรือคนทุพลภาพ และเทศบาลตำบลพิมายเพื่อขอรับสิทธิ์เงินช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์
ทิ้งช่วงไประยะหนึ่งทีมงานก็ได้เข้าไปเยี่ยมพร้อมกับของฝากเล็กน้อย นางเฉลียวจึงเล่าถึงความคืบหน้าให้ฟังว่า หลังจากทางเครือข่ายฯเข้ามาเยี่ยม ก็มีการมาขอสำเนาบัตรประชาชนกับสำเนาบัญชีธนาคารของแก บอกว่าจะเอาไปให้เทศบาลตำบลพิมาย จะได้รับโอนเงินช่วยผู้ป่วยเอดส์เข้าบัญชีให้เดือนละ 500 บาททุกเดือน อีกช่วงหนึ่ง ก็ได้รับโทรศัพท์จากประกันสังคมโคราช ว่าให้ไปติดต่อดำเนินการเรื่องเอกสาร ก็บอกกลับไปว่าไม่สะดวกต้องดูแลลูก เขาก็เข้ามาหาสองครั้งๆแรก ผู้หญิงมากับผู้ชาย เข้ามาเพื่อขอทราบรายละเอียดต่างๆ ถ่ายภาพ แล้วกลับไป ครั้งที่สองมาขอดูบัตรประชาชนกับสมุดบัญชีธนาคารของลูกชายแล้วก็ถ่ายสำเนาไป จากนั้นบอกให้รอจะไปดำเนินการให้ ช่วงเวลาใกล้ๆกัน มีคุณพยาบาลจากโรงพยาบาลพิมาย เข้ามาเยี่ยมตรวจดูอาการของลูกชายแล้วแนะนำให้พาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจะดีกว่า
ต่อมานางเฉลียวก็เช่ารถพาลูกชายไปรักษาที่โรงพยาบาล ป แพทย์ ที่โคราชตามสิทธิประกันสังคม หมอตรวจดูอาการให้ยามากิน แล้วก็บอกให้กลับบ้าน นางเฉลียวเห็นว่า ไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้อะไรมาก เปลืองค่ารถเงินก็ไม่ค่อยมีจึงไม่อยากไปโรงพยาบาลอีกจะขอดูแลลูกอยู่ที่บ้านแบบนี้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้เมื่อทางเครือข่ายฯ เข้ามาเยี่ยมในแต่ละครั้งก็จะได้พบเห็นภาพที่ว่ามีนายประการนอนอยู่ในที่เดิมตลอดเวลา
นางเฉลียวเล่าว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ประกันสังคมเข้ามาหาที่บ้านได้ไม่นาน ทางนายจ้างของลูกชายก็โทรศัพท์มาหา แล้วต่อว่า ไปพูดอะไรกับประกันไว้บ้าง ทำไมทางประกันเรียกนายจ้างไปพบแล้วถูกตำหนิ ทำไมต้องไปแจ้งประกันด้วย นางเฉลียวบอกว่า ไม่รู้เรื่องอะไร มีเครือข่ายฯเข้ามาช่วย ต่อมาก็มีประกันสังคม เข้ามาซักถามถ่ายภาพขอเอกสารแล้วบอกว่าจะไปดำเนินการต่อให้ มีเท่านี้
นางเฉลียวเล่าว่า ทิ้งช่วงไปอีกระยะหนึ่ง ทางนายจ้างของลูกชายก็โทรศัพท์มาหาอีก ถามว่าจะให้ลูกชายออกจากประกันสังคมหรือไม่ นางเฉลียวบอกให้ลาออกเพราะยุ่งยากเรื่องการไปรักษาพยาบาล ทางนายจ้างจึงบอกว่าจะทำเรื่องให้ลูกชายออกจากประกัน เพราะนางเฉลียวอยากให้เปลี่ยนเป็นสิทธิประกันบัตรทองเพื่อให้ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านจะดีกว่า
ไม่นานนายประการก็ได้ย้ายสิทธิ์การรักษามาที่โรงพยาบาลพิมายกับโรงพยาบาลมหาราช จากนั้นนายประการก็ได้ถูกรับตัวจากบ้านเพื่อเข้ามารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิมาย จึงได้รับการดูแลอย่างดีที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าช่วงเวลาของการดูแลรักษาตัวที่เป็นระบบตามที่ควรจะเป็นนั้น น่าจะมาถึงช้าเกินไป นายประการจึงสามารถนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพิมายได้เพียงสี่คืนเท่านั้น เพราะในเวลากลางคืนช่วงสี่ทุ่มของวันที่สี่ นางเฉลียวก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณพยาบาลว่าให้มาดูอาการของลูกชาย นางเฉลียวมากับลูกสาวได้อยู่ดูอาการนายประการจนถึงราวสี่ทุ่มครึ่งนายประการก็เสียชีวิตลง
วันรุ่งขึ้นนางเฉลียวนำศพนายประการมาไว้ที่วัดสระเพลง เพื่อเตรียมประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และไปดำเนินการด้านเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนายประการ และไปขอหยิบขอยืมเงินจากเพื่อนบ้านมาไว้ใช้จ่ายเพื่องานลูกเป็นจำนวนหนึ่งหมื่นบาท(แต่ก็จ่ายคืนได้ในเร็ววันจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจหนึ่งหมื่นบาทสำหรับผู้เปราะบาง) วันต่อมานางเฉลียวจึงทำพิธีเผาศพนายประการแบบเรียบง่ายและรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายสุดของชีวิตนายประการนั้นดูรวดเร็วมาก จนทางเครือข่ายฯ ไม่อาจทราบเรื่องได้ มารู้เรื่องดังกล่าวก็ต่อเมื่อพิธีการเผาศพนั้นได้เสร็จสิ้นลุล่วงลงไปแล้ว
หลังจากนั้นทางทีมงานก็ได้เข้าไปเยี่ยมนางเฉลียว แกเล่าว่า ลูกชายกลับมาอยู่บ้านรวมแล้วก็เป็นระยะเวลาเกือบๆสามเดือน มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมอยู่จนถึงปลายเดือนกันยายน ทางเครือข่ายเข้ามาเยี่ยมครั้งแรกราวกลางเดือนสิงหาคม นางเฉลียวเล่าว่า หลังจากย้ายสิทธิ์การรักษาพยาบาลนายประการมาที่โรงพยาบาลพิมายกับโรงพยาบาลมหาราช นายประการก็ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพิมาย แต่อยู่นอนพักรักษาตัวได้เพียงสี่วันเท่านั้นในคืนวันที่สี่ก็เสียชีวิต นางเฉลียวบอกต่อว่า ก็เคยทำใจไว้ก่อนแล้ว เพราะหมอเคยบอกก่อนหน้านี้ไว้แล้วว่า จะต้องทำใจนะเพราะการเต้นหัวใจของนายประการค่อยๆอ่อนแรงลงแล้ว
นางเฉลียวได้กล่าวกับลูกชายเป็นประโยคสุดท้ายหลังการจากไปว่า “เอ็ดเอ๊ย มูลนิธิฯเค้ามาช่วยแม่นะ แม่พอมีเงินก็แม่จะทำ ให้ลูก ตอนนี้แกก็ตายก่อน แม่มีเท่าไรแม่ก็จะทำ มูลนิธิเค้ามาช่วยเต็มที่แล้วนะลูกนะ แต่ว่าลูกไปก่อน แม่ก็จะทำให้ลูกดีที่สุดนะลูก อโหสิกรรมให้แม่เด้อ”

เมื่อภารกิจสุดท้ายเกี่ยวกับนายประการได้เสร็จสิ้นลงแล้ว นางเฉลียวกับลูกสาวก็ได้เริ่มดำเนินเรื่องด้านการประกันสังคมของลูกชายทันที โดยการขอเอกสารหลักฐานต่างๆจากทางอำเภอพิมายจากนั้นก็นำส่งให้กับทางสำนักงานประกันสังคมโดยมีลูกสาวเป็นผู้เดินเรื่องให้
สำนักงานประกันสังคมได้ตรวจดูเอกสารหลักฐานต่างๆแล้ว ไปพบว่ามีชื่อของพ่อ(ผู้ให้กำเนิด)นายประการ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงแจ้งให้นางเฉลียวทราบเป็นขั้นเป็นตอนว่า ในกรณีของนายประการนี้ ทางประกันสังคมจะมีเงินจ่ายให้กับครอบครัวแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่ ๑ จ่ายค่าปลงศพ เป็นเงินห้าหมื่นบาท ซึ่งจะได้รับในอีกสองเดือนข้างหน้า ส่วนที่ ๒ จ่ายเงินส่วนต่างเหลือจ่ายจากการรักษาพยาบาลผู้ประกันตน เป็นเงินสองหมื่นบาท ซึ่งผู้รับจะมี ๒ คนคือพ่อกับแม่เป็นสิทธิ์ที่มีชื่อตามหลักฐานที่ปรากฏ และต้องแบ่งเท่าๆกันคนละครึ่งเนื่องจากพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน และผู้รับต้องมารับภายในระยะเวลา ๓ เดือนหากเกินกำหนดเงินส่วนนี้ก็จะกลับเข้าไปเป็นเงินของประกันสังคม
ซึ่งเงินในส่วนที่ ๒ นี้เกิดเป็นปัญหาความยุ่งยากให้กับนางเฉลียว เนื่องจากนางเฉลียวได้แยกทางกับสามีเก่ามาตั้งแต่นายประการยังไม่เกิด แกเล่าว่า เมื่อ ๔๓ ปีที่แล้วขณะที่แกกำลังท้องแก่ใกล้จะคลอด แกได้หนีจากสามีเก่าที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ (ที่เคยทำงานในโรงงานแถวนั้นด้วยกัน) กลับมาบ้านที่อำเภอพิมายและเพียงไม่กี่วันก็ได้คลอดนายประการออกมา จากนั้นก็ไม่เคยพบเจอกันอีกเลย ส่วนพี่สาวก็ยังเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ ดังนั้นการไปตามหาสามีเก่าจึงทำได้ยาก
แต่ลูกสาวกลับไม่ยอมแพ้บอกว่าจะไปตามหาพ่อให้เจอจนได้ และจะบอกกับพ่อว่าให้เซ็นยินยอมมอบอำนาจให้กับแม่โดยที่พ่อไม่ต้องรับเงินให้มอบให้แม่ทั้งหมด เพราะแม่เป็นผู้เดียวที่แบกรับภาระของลูกทั้งสองมาตั้งแต่ยังเล็กจนกระทั่งเติบใหญ่ในวันนี้ ส่วนพ่อนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดเลย ลูกสาวก็จะบอกกับพ่อแบบนี้ นางเฉลียวบอกว่าลูกสาวจะเป็นผู้ไปดำเนินการเอง
ในเวลาต่อมาก็ทราบเรื่องจากนางเฉลียวว่า ลูกสาวได้ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปกับสามีแล้วเสาะหาที่อยู่ของพ่อจนพบ โดยการสอบถามหาจากผู้ใหญ่บ้านจนได้พบกับพ่อ ลูกสาวได้อธิบายเรื่องราวให้พ่อฟังแล้วขอร้องให้พ่อยินยอมมอบเงินตามสิทธิ์ส่วนหนึ่งของพ่อจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทให้กับแม่ ซึ่งเริ่มแรกพ่อก็บอกว่ายินยอม แต่เมื่อเมื่อจะขอให้ลงชื่อมอบอำนาจให้สิทธิ์กับแม่เป็นผู้รับเงินดังกล่าวพร้อมกับหลักฐานลงรายมือชื่อในสำเนาบัตรประชาชนกับสำเนาทะเบียนบ้าน ทางพ่อกลับไม่ยินยอมบอกว่าจะขอนำเงินส่วนนี้ไว้ใช้กับตัวเองเพราะสถานภาพชีวิตของพ่อในตอนนี้ก็ไม่ดีเช่นกัน หลังจากที่พ่อกับลูกได้พูดคุยกันก็เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นแล้วเรื่องราวก็จบลงด้วยดีให้พ่อรับส่วนของพ่อแม่ก็รับส่วนของแม่ จากนั้นลูกสาวก็นำหลักฐานของแม่และน้องชายมอบให้กับสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรปราการเพื่อดำเนินการต่อไป
“เป็นเพราะฉันก็รู้จักกับนางรำพึง อาศัยบุญ รำพึงจึงพาเครือข่ายเข้ามา ฉันจึงได้รู้เรื่อง ถึงได้พาลูกไปรักษา ก็ได้รู้ว่าจะพาไปรักษาอะไร ตรงไหน? เดิมทีฉันก็ไม่รู้จริงๆ ลูกป่วยมาไม่รู้จริงๆว่าจะยังไงกับลูก จนรำพึงกับเครือข่ายเข้ามา จึงรู้ว่าจะต้องไปรักษาตรงนั่นรักษาตรงนี่ ไป มหาราช เดิ่ง ป แพทย์ เดิ่ง และก็ได้มาอยู่โรงพยาบาลพิมาย ก็ได้ช่วยทุกอย่างนั่นแหละ แต่ว่าลูกฉันมาตายก่อน”
“คนเป็นพ่อแม่ให้ดูแลลูก เวลาลูกกลับมาบ้านต้องถามไถ่ลูกเป็นอะไรหรือไม่? ป่วยเป็นอะไรหรือเปล่า? จะได้หาทางรักษาได้ถูกได้ทัน”
ช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ทีมงานภาคประชาสังคมได้กลับเข้าไปเยี่ยมบ้านนางเฉลียวแม่ของนายประการอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ใบหน้าของ นางเฉลียวอิ่มเอิบเห็นลอยยิ้มแช่มชื่นสดใสยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก้มไหว้และกล่าวสวัสดีทักทายซึ่งกันและกัน นางเฉลียวกล่าวขอบคุณทีมงานภาคประชาสังคมพิมายที่ได้เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวในช่วงที่กำลังยากลำบากมืดแปดด้าน ตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างมากซึ่งยังไม่รู้ว่าจะหันเหชีวิตไปทางไหนได้ จนทำให้ชีวิตครอบครัวค่อยๆเริ่มคลี่คลายและค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มตั้งแต่..........
ช่วงที่ลูกชายยังมีชีวิตอยู่ ก็เข้ามาช่วยทำให้ลุกชายย้ายการรักษาจากโรงพยาบาลที่โคราชมาที่โรงพยาบาลพิมาย ช่วยทำหนังสือส่งเรื่องขอเงินช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์จากเทศบาลตำบลพิมาย ถึงแม้ลูกชายจะได้รับเงินไม่ทันก็ตาม ช่วยเร่งรัดผลักดันขอเงินประกันสังคมจนได้รับเงินคงเหลือจากค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวน ๑๘,๐๐๐ บาท รับเงินค่าปรงศพเป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๖๘,๐๐๐ บาท ช่วยให้ได้รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉินจากศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งพิง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา เป็นจำนวนเงิน ๒,๐๐๐ บาท เงินที่ได้รับมาส่วนหนึ่งก็นำไปใช้หนี้สินทั้งของลูกชายที่ติดค้างไว้และของตัวเองด้วยจนปัจจุบันหมดหนี้หมดสิ้นลงแล้ว ทำให้รู้สึกเกิดสบายใจขึ้นเป็นอย่างมาก ก็ไม่นึกไม่คิดไม่ฝันว่าในช่วงที่มีชีวิตมาจนถึงวัยนี้แล้วจะเกิดความรู้สึกดีขึ้นได้ในวันนี้ ขอบคุณมากค่ะ ต้องขอขอบคุณจริงๆ
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor